วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการนอนหลับของคนเรา



เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการนอนหลับของคนเรา



หากเป็นช่วงเวลาวันหยุดยาวหรือเทศกาลต่าง ๆ แล้ว บางคนอาจเอาแต่เที่ยวและฉลองกันยันเช้าจนมักลืมไปเลยว่าตัวเองต้องพักผ่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นในช่วงเวลาใด การนอนก็สำคัญสำหรับร่างกายเราอยู่ดี (เค้าไม่มารู้กับเราด้วยหรอกค่ะว่า วันหยุดยาวฉันจะฉลองฉันจะไม่นอน) ยิ่งโดยเฉพาะในกลุ่มสาว ๆ ด้วยแล้ว การอดนอนทำร้ายคุณทั้งทางสุขภาพและรูปร่างหน้าตาภายนอกชนิดปกปิดไม่อยู่เลย เชียวล่ะ ดังนั้นเพื่อการดูแลสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ เราลองมาอ่านเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการนอนหลับของคนเรากันนะคะ

- ในช่วงเวลานอนเป็นเวลาที่ร่างกายเราผลิตโปรตีนขึ้นมา จึงก่อให้เกิดกระบวนการสร้างเซลล์ผิวและฟื้นฟูสภาพเนื้อเยื่อและเซลล์ผิวใน ระหว่างการนอนหลับด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการอดนอนจึงทำให้ผิวดูทรุดโทรมไม่สดใส

- การนอนมีผลต่อกระบวนการจำ สมาธิในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ หากอดนอนก็จะทำให้เบลอๆ งงๆ

- การอดนอนยังทำให้เกิดความเสี่ยงและเกิดการกำเริบของโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคติดเชื้อต่าง ๆ ได้มากมาย

- การที่ผิวแลดูเหี่ยวย่น หรือแก่ก่อนวัยนั่นเป็นเพราะหากคุณนอนไม่พอ จะทำให้ฮอร์โมนความเครียดที่หลั่งออกมามากเกินไปส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิต คอลลาเจนของผิวที่จะทำงานได้ช้าลง แล้วยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการต่อสร้างอนุมูลอิสระในร่างกายทำให้ผิวร่วงโรย ก่อนวัย

- รวมไปถึงหากคุณยังคงอดนอนอย่างต่อเนื่อง กระบวนการฟื้นฟูผิวที่ถูกทำร้ายจากพฤติกรรมแย่ ๆ ต่อตัวเอง และการทำร้ายจากรังสียูสี ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ผิวจึงยิ่งดูแย่ลงไปกว่าเดิม

- การอดนอนหรือนอนไม่พอ ยังส่งผลต่อการไหลเวียนของโลหิต ที่จะเห็นได้ชัดก็คืออาการถุงใต้ตาหรือตาบวมนั่นล่ะค่ะ

- การได้นอนหลับในช่วงเวลาที่เหมาะสมจะทำให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเต็ม ที่ ซึ่งช่วงเวลาที่ร่างกายจะมีอุณหภูมิลดลงต่ำที่สุดก็คือช่วงตีสี่ ถึงตีห้า อีกทั้งฮอร์โมนเมลาโทนินก็จะถูกหลั่งออกมาในช่วงเวลานั้นทั้งจาก เมื่อทั้งอุณหภูมิร่างกายลดลงและระดับเมลาโทนินเพิ่มขึ้นมาเจอกัน ก็จะทำให้นอนหลับได้ง่าย สบาย และตื่นมาสดชื่นมากค่ะ

- ทางการแพทย์เชื่อว่า การนอนหลับในช่วง Rem หรือ Rapid Eye Movement มีความจำเป็นต่อพัฒนาการของเด็กทารก ซึ่งเมื่อโตขึ้นช่วงการนอนในระดับของ REM นี้จะลดลงเรื่อย ๆ โดยเหลือระยะเวลาประมาณสองชั่วโมงต่อคืน ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากหลับไปแล้วประมาณ 90 นาที

- ในเด็กเล็กและวัยรุ่นต้องการการพักผ่อนมากถึง 10 ชั่วโมงต่อคืน ส่วนผู้สูงวัยตั้งแต่ 65 ปีเป็นต้นไปต้องการนอนคืนละ 6 ชั่วโมงเท่านั้น และในวัย 25-55 ปี จำนวนชั่วโมงที่พอดีสำหรับการพักผ่อนก็คือ 7-8 ชั่วโมงค่ะ


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการนอนหลับของคนเรา
หน้าฝนระวังโรคฉี่หนู
World Cancer Research Fund แห่งประเทศอังกฤษ ยันอาหารไทยมีคุณค่าทางโภชนาการสูง!
ผ่อนคลายเสียบ้าง สร้างสุขภาพการและใจที่ดี
แพทย์ติง ดื่มนมมากเกิน อาจย่อยสลายมวลกระดูกได้
วิธีระวังป้องกันฟ้าผ่า จากฝนฟ้าคะนองในหน้าฝน
หน้าฝน “ป้องกันยุงเกิด.. อย่าให้ยุงกัด” ลดความเสี่ยงไข้เลือดออก
วิธีทานผลไม้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ
อาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่หลีกเลี่ยงโซเดียม (เกลือ)
ไล่ยุงอย่างไร ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายเรา

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

น้ำตาล.. ทานอย่างไรไม่เสี่ยงสุขภาพแย่



น้ำตาล.. ทานอย่างไรไม่เสี่ยงสุขภาพแย่



ความจริงน้ำตาลเป็นอาหารหมู่เดียวกับข้าว แป้ง ซึ่งก็คือคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งนั่นเอง น้ำตาลนั้นจะให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ต่อน้ำหนัก 1 กรัม ตามหลักโภชนาการแล้วแต่ละวันเราสามารถบริโภคน้ำตาลได้ประมาณ 5-10% ของพลังงานที่ได้รับในหนึ่งวัน และควรทานให้น้อยพอ ๆ กับไขมันและโซเดียม โดยหากให้คิดเฉลี่ยออกมาง่าย ๆ เท่ากับว่าคนไทยสามารถบริโภคน้ำตาลได้ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวันนั่นเอง

และโดยมากก็มักจะลืมว่าน้ำตาลเป็นอาหารที่ให้พลังงานไม่ต่างกับข้าว และแป้ง จึงมักปรุงน้ำตาลลงไปในอาหารหรือขนมกันเพิ่มมาก ๆ แม้แต่น้ำตาลเพียงหนึ่งช้อนโต๊ะ (ซึ่งก็น้อยกว่าที่ใส่ในกาแฟเย็นหนึ่งแก้ว) ยังให้พลังงานมากขึ้นเกือบห้าสิบกิโลแคลอรี่ (ใกล้เคียงกับข้าวครึ่งทัพพี) เลยทีเดียว อีกทั้งยังไม่มีวิตามิน แร่ธาตุ หรือเส้นใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเลย การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปจึงนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน ฟันผุ ไขมันในเลือดสูงได้ วันนี้เรามาลองปรับวิถีชีวิตใหม่ ด้วยการทานน้ำตาลให้ถูกวิธีกันค่ะ

- ลดปริมาณน้ำตาลลง ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลในกาแฟ ชา หรือนมที่ดื่มอยู่ สามารถใช้น้ำตาลเทียมเข้ามาทดแทนได้ แล้วทานอาหารหวาน ๆ พวกขนมเค้ก เบเกอรี่ ช็อกโกแลตต่าง ๆ ให้น้อยลงด้วย การหักดิบเลิกทานไปเลยอาจทำได้ยาก แต่การลดปริมาณลงจะง่ายกว่า

- ไม่มีน้ำตาลชนิดไหนเป็นน้ำตาลเพื่อสุขภาพ แม้แต่น้ำตาลทรายแดงก็ยังให้พลังงานเท่า ๆ กับน้ำตาลทรายขาวธรรมดา

- หากอยากทานของหวานให้ทานเป็นผลไม้จะดีกว่ากินขนมหวาน เพราะแม้ว่าในผลไม้จะมีน้ำตาบ แต่ก็ยังมาพร้อมกับวิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น แต่ควรทานไม่เกินวันละ 2 อุ้งมือด้วย การดื่มน้ำผลไม้ก็เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อมีน้ำตาลมากเกินไปเช่นเดียว กัน

- ลดอาหารจำพวกแป้งลง ไม่ว่าจะเป็น เส้นก๋วยเตี๋ยว มักกะโรนี พาสต้า ขนมปัง เบเกอรี่ต่าง ๆ เพราะแป้งนั้นเมื่อบริโภตคเข้าไปแล้วจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้เร็วพอ ๆ กับการกินกลูโคส แล้วหากเหลือใช้จะถูกเก็บสะสมไว้เป็นไขมันอีกด้วย

- อย่าหลงเชื่อว่าอาหารที่ปราศจากไขมันจะทานแล้วไม่อ้วน เพราะแม้จะไม่มีไขมัน แต่ก็ยังมีน้ำตาลที่มีแคลอรี่สูงอยู่ดี

- สำหรับคนที่ทานสารให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือน้ำตาลเทียมมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายอยากทานน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตในภายหลังได้ เรียกว่า โหยความหวานนั่นเองค่ะ แล้วอาจตบะแตกทานของหวานมากเกินพอดี ดังนั้นหากเป็นไปได้ก็คงหลีกเลี่ยงสารให้ความหวานแทนน้ำตาลด้วยเช่นกัน เพราะจะทำให้ร่างกายเสพติดนิสัยที่ไม่ดีค่ะ


น้ำตาล.. ทานอย่างไรไม่เสี่ยงสุขภาพแย่
อาการข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ และคำแนะนำในการดูแล
อาการปวดเมื่อยหลากหลายรูปแบบในผู้สูงวัย
กินร้อนช้อนกลาง.. ป้องกันเชื้อร้ายอีโคไล
วิธีการสังเกตว่าลูกหลานเสพยาเสพติดหรือไม่..
บัญญัติ 10 ประการเพื่อการป้องกันโรคระบาด
วิธีป้องกันยุงลายแพร่พันธุ์ ตัดวงจรการระบาดของไข้เลือดออก
ดูแลลูก ๆ ให้ห่างไกลจากโรคหูอักเสบในฤดูฝนนี้
รู้จักกับอันตรายของฟอร์มาลิน!

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

ดูแลเด็ก ๆ ให้ห่างไกลโรคหวัดลงกระเพาะ



ดูแลเด็ก ๆ ให้ห่างไกลโรคหวัดลงกระเพาะ


โรคไวรัสโรต้า หรือโรคหวัดลงกระเพาะนั้น มักจะทำให้เด็กเล็ก ๆ ที่มีอายุน้อยกว่าห้าขวบ มีอาการไข้สูง ท้องเสีย ปวดท้อง ถ่ายเป็นน้ำ จนทำให้ร่างกายขาดน้ำและเสียชีวิตจากโรคนี้กันได้ปีหนึ่งเป็นแสนรายจากทั่ว โลกเลยทีเดียว  และในเมืองไทยก็มีเด็กที่เสียชีวิตจากเชื้อนี้เป็นจำนวนมากเช่นกัน  โดยมากเด็กมักจะติดโรคนี้ในช่วงที่มีอากาศเย็น   โรคนี้มีชื่อเรียกกันว่า หวัดลงกระเพาะหรือ ไวรัสลงลำไส้ เพราะว่าในผู้ป่วยบางรายนั้นจะมีแสดงอาการคล้ายไข้หวัดนำมาก่อนนั่นเอง

โรคนี้นั้นพบได้มากที่สุดในเด็กทารกและเด็กเล็ก ๆ ที่อายุน้อยกว่าสองขวบ  หากอายุมากกว่านี้ก็จะพบได้น้อยลง  ส่วนในวัยผู้ใหญ่หรือเด็กโตแล้วนั้นมักจะมีภูมิคุ้มกันโรค  เรียกได้ว่าเด็กเล็ก ๆ ที่เข้าโรงพยาบาลเพราะอาการท้องเสียนั้นเกือบครึ่งนั้นมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสโรต้า นี้ ได้เลย  และเรียกได้ว่าเด็กทารกแทบทุกคนนั้นเคยติดเชื้อนี้อย่างน้อยก็หนึ่งครั้งใน ชีวิต    เชื้อนี้ติดต่อกันได้ง่ายมากเพราะแพร่กระจายได้จากน้ำมูก น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระที่ปนเปื้อนอยู่กับ พื้นบ้าน ของใช้ สิ่งของ ของเล่นต่าง ๆ และเชื้อนี้ก็ยังแข็งแรงมากพอที่จะอยู่ได้เป็นวัน ๆ  เมื่อเด็กได้รับเชื้อเข้าไปก็จะมีระยะเวลาฟักเชื้อที่ค่อนข้างน้อยคือเพียง แค่ 1-2 วันเท่านั้น  แล้วจึงแสดงอาการปวดท้อง อาเจียน ไข้ขึ้นสูง  จนเกิดอาการชัก ร่วมกันถ่ายเหลว  เด็กบางคนได้รับเชื้อรุนแรงมาก อาจถ่ายได้ถึงวันละ 20 ครั้งเลยทีเดียว

ในปัจจุบันนี้ยังไม่มียาใดที่รักษาเชื้อไวรัสโรต้านี้ ได้  ดังนั้นหากเด็ก ๆ ในครอบครัวเกิดติดเชื้อนี้ขึ้นมา คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองควรดูแลเบื้องต้นด้วยการให้ดื่มน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ป้องกันอาการขาดน้ำรุงแรง ที่อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้  หากเมื่อเด็กมีอาการแย่ลง อ่อนเพลีย อาเจียน ซึม ไม่กินอะไรเลย หรือฉี่น้อย และอุจจาระมีเลือดหรือมีกลิ่นเหม็นคาว ถ่ายเป็นน้ำตลอดเวลา ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที

นับเป็นโรคที่ร้ายแรงไม่น้อย ซึ่งการปกป้องเด็กจากเชื้อไวรัสตัวนี้ก็คือ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั่นเอง จะช่วยให้ลูกมีภูมิต้านทานได้ดีในระดับหนึ่ง  และการดูแลความสะอาดของขวดนม ภาชนะ ของเล่น ของใช้ต่าง ๆ ของลูก ก็เป็นสิ่งสำคัญด้วย  รวมไปถึงภายในบ้าน บริเวณที่ลูก ๆ เล่น ของใช้ต่าง ๆ ก็ต้องทำความสะอาดให้ดีด้วยเช่นกัน  ควรล้างมืลูกให้สะอาดบ่อย ๆ เพราะเด็กมักชอบหยิบสิ่งของหรือเอามือเข้าปาก 

และโชคยังดีอยู่ว่าปัจจุบันนี้มีวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าซึ่งเป็นวัคซีน ชนิดกินสองครั้ง สามารถรับได้ตั้งแต่เด็กอายุ 2 เดือนและ 4 เดือน  ทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันกับโรคนี้ สามารถลดความรุนแรงลดได้ ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่สนใจสามารถติดต่อสอบถามที่สถานพยาบาลใกล้บ้านได้ค่ะ


ดูแลเด็ก ๆ ให้ห่างไกลโรคหวัดลงกระเพาะ
วิธีการใช้รถเข็นให้ปลอดภัยสำหรับคนพิการ
ยอมรับความเสื่อมของร่างกายตามกาลเวลา
สารพัดวิธีล้างผักให้สะอาด ปราศจากสารเคมีเจือปน
การดูแลลูกไม่ให้หันหน้าเข้าหายาเสพติด
ป้องกันไข้เลือดออกอย่างมั่นใจ ต้องใช้ 4ป.
ระวังโรคมือ เท้า ปาก ระบาดหนักในเด็ก
กินเนื้อสัตว์แปรรูป เพิ่มโอกาสการเป็นโรคได้
ล้างพิษตับด้วยอาหารเพื่อสุขภาพ
พิษร้ายจากแอลกอฮอล์ ลดได้ทั้งอีคิว และไอคิว
“กระเจี๊ยบเขียว” ช่วย DETOX ร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม
สูตรไม่ลับ! ล้างไขมันลำไส้ ง่ายๆที่บ้าน

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

ผู้สูงอายุทำอย่างไรไม่ป่วย อายุยืนยาว



ผู้สูงอายุทำอย่างไรไม่ป่วย อายุยืนยาว



ผู้สูงอายุทำอย่างไรไม่ป่วย อายุยืนยาว!!!

วันนี้จะนำเอาเคล็ดลับอายุยืนไม่เจ็บป่วย ไม่ต้องกินยาบำรุงหรืออาหารเสริมใด ๆ เลยของคุณหมอเฉกมาฝากกันนะคะ

ลำดับแรกเลยก็คือ ต้องหมั่นออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการว่ายน้ำ เดิน วิ่ง ขี่จักรยาน โยคะ ทำต่อเนื่องกันมาตั้งแต่เกษียณ ซึ่งบางคนที่อายุมากอาจไม่เคยออกกำลังกายเลยก็สามารถเริ่มต้นเลือกกีฬาอย่าง ที่ชอบได้ โดยให้เหมาะสมกับกำลังร่างกายของตัวเอง ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละสามวัน ทำให้ร่างกายแข็งแรงได้รับออกซิเจนมากขึ้น มีพลังชีวิตไม่เหนื่อยง่าย กล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้นแข็งแรงขึ้น รวมไปถึงเซลล์สมองด้วย

ในส่วนของการทานอาหาร คุณหมอเฉกจะเน้นการทานผลไม้ไทยเท่านั้น เพราะสดและมีวิตตามินแร่ธาตุ เน้นทานอาหารให้ครบห้าหมู่ ในระหว่างการทานอาหารจะไม่ดื่มน้ำเลย เพราะน้ำจะเข้าไปทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจางลง หลังทานอาหารแล้วควรรอสักพักแล้วค่อยดื่มน้ำสะอาดดีกว่า และระหว่างวันควรดื่มให้มากด้วยเพื่อล้างพิษในร่างกาย
ในด้านของอาหารโปรตีนก็ควรเลือกทาน ไข่ ปลาทู เป็นโปรตีนที่หาได้ง่ายและมีไขมันต่ำ ช่วยให้น้ำหนักตัวสมดุลกับส่วนสูง ไม่อ้วนเกินไป นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญก็คือต้องรักษาจิตให้นิ่ง รักษาศีลห้าให้ครบ ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ควรปฏิบัติธรรม ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ต่อสังคม ต่อประเทศและต่อโลก เท่านี้ก็จะช่วยให้คุณแข็งแรงไปตลอดและมีอายุยืนยาวได้แล้ว


ใครที่ควรช่วยกันป้องกันโรคไข้เลือดออก
เฝ้าระวังเด็กมีไข้ช่วงหน้าฝน อาจเป็นไข้เลือดออก
นอกจากไข้เลือดออก ยังมีโรคชิคุนกุนยา ที่ต้องระวังในฤดูฝนด้วย
อาการวัยทองในเพศชายเป็นอย่างไร
แยกให้ออกระหว่าง เวียนหัว กับมึนหัว
สารเคมีปนเปื้อนในอาหาร 6 ชนิดที่พบได้บ่อย ๆ
เดินลุยน้ำช่วงหน้าฝน ระวังโรคฉี่หนู
จัดฟันแฟชั่น… อันตรายที่คาดไม่ถึง
ฟอร์มาลีนและยาฆ่าแมลง สารปนเปื้อนในอาหารสุดอันตราย
ผู้สูงอายุทำอย่างไรไม่ป่วย อายุยืนยาว

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

ผักใบเขียวช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้


ผักใบเขียวช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้



มีการศึกษาไปข้างหน้าเกี่ยวกับวิจัยว่า หากกินผักและผลไม้จะช่วยลดโอกาสการเป็นโรคเบาหวานได้ หรือไม่ ปรากฏว่า จากการติดตามวิเคราะห์ผลถึงสี่ปีครึ่งไปจนถึง 23 ปี พบว่าการกินผักใบเขียวมาก ๆ ช่วยลดโอกาสการเป็นเบาหวานได้ถึงร้อยละ 14 เลยทีเดียว

แล้วทำไมการกินผักใบเขียวจึงช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ ดีกว่าผักสีอื่น ๆ เพราะเชื่อกันว่าในผักใบเขียวนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีนมากกว่า มีแร่แมกนีเซียมมากกว่าด้วย ในผู้ที่อ้วนลงพุง น้ำหนักเกิน ผู้ที่ยังไม่เป็นเบาหวาน ควรกินผักใบเขียวให้มาก และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และลดน้ำหนักลงให้ได้ร้อยละ 7 ในเวลาหกเดือนจะช่วยลดโอกาสการเป็นเบาหวานได้มากกว่าร้อยละ 50

การกินผักใบเขียวควรกินให้ได้มากเพียงพอก็คือวันละประมาณห้าฝ่ามือ ทั้งแบบสุกและแบบดิบรวมกัน นอกจากนี้ก็ต้องดูแลสุขภาพป้องกันเบาหวานด้วยวิธีอื่น ๆ ด้วย เช่นการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกลังกายที่ไม่หนักเกินไป แต่มีความสม่ำเสมอ ปรับสมดุลในการใช้ชีวิต งดดื่มเหล้า ดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ พักผ่อนให้พอเพียง อยู่ให้ห่างจากความเครียด เท่านี้ก็จะทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไปนาน ๆ แล้วค่ะ


การป้องกันโรคฉี่หนู
อย่าปล่อยให้ตัวเองหลับใน ป้องกันไว้ก่อนเกิดอุบัติเหตุ
ภาวะไตวาย
ไวรัสตับอักเสบซี อันตราย แต่ป้องกันได้ถ้าเข้าใจ
ดูแลเสื้อผ้าให้แห้งสนิท ป้องกันเชื้อราในหน้าฝน
รักและเข้าใจผู้ป่วยอัลไซเมอร์
วิธีการปฐมพยาบาลอุบัติเหตุต่าง ๆ ในเบื้องต้น
ผู้ที่ทำงานด้วยการยืนนาน ๆ ควรป้องกันตัวเองให้ห่างไกลโรค
ผักใบเขียวช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

ระวังการใช้สมุนไพร “ปอบิด” เสี่ยงไตวายได้



ระวังการใช้สมุนไพร “ปอบิด” เสี่ยงไตวายได้



ปัจจุบันนี้มีการนิยมนำเอาสมุนไพรบางชนิดมาช่วยบรรเทาและรักษาโรคเบาหวานกันมากขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือ “ปอบิด” หรือ “ปอกะบิด” นั่นเอง ซึ่งแม้จะมีฤทธิ์ช่วยในการลดน้ำตาลได้เลือดได้ แต่ก็พบว่ามีผู้ป่วยบางรายมีอาการไตวายเป็นผลข้างเคียงด้วย อันตรายมาก!

ซึ่งมีรายงานจากการวิจัยพบว่า ปอบิดนี้ช่วยรักษาเบาหวานได้จริง สามารถลดระดับน้ำตาลในหนูทดลองได้ แต่ก็ทำลายตับของหนู และกระตุ้นหัวใจของกบได้ด้วย ซึ่งสมุนไพรดังกล่าวยังไม่มีงานวิจัยในด้านพิษวิทยาล่าสุดนี้มีงานวิจัยจาก รศ.รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าแม้ปอบิดจะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ให้ผลใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบัน แต่ก็ไม่สามารถทดแทนยารักษาเบาหวานได้จริง ผ็ป่วยควรตรวจการทำงานของตับและไตทุก 3 เดือน และห้ามใช้สมุนไพรชนิดนี้ในผู้ที่มีประวัติเป็นโรคตับหรือโรคไต รวมไปถึงผู้ที่มีพันธุกรรมเป็นโรคตับโรคไตในครอบครัวด้วย

ผู้ป่วยเบาหวานนั้นมักจะมีตับ ไต ตับอ่อน หัวใจไม่แข็งแรงอยู่แล้ว เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย หากต้องการใช้สมุนไพรไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 7 วัน เพราะปริมาณสารเคมีจากสมุนไพรควบคุมได้ยาก และไม่ควรกินแทนยา จึงควรมีช่วยหยุดพักในการกินหรือทานสมุนไพรชนิดอื่น ๆ สลับกันไป เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึงได้อีกในอนาคตค่ะ

รู้จักเลือกถวายปัจจัยพระสงฆ์ ช่วยรักษาสุขภาพเพื่อกุศลอันยิ่งใหญ่
อาหารที่เหมาะสมสำหรับถวายพระสงฆ์
ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน
ขอเถอะนะ… อย่าเลี้ยงลูกให้อ้วน
หลับง่ายสบายตัว ด้วยเคล็ดไม่ลับ 7 ข้อ
ชาอู่หลง ลดความอ้วนได้จริงหรือไม่
ว่ายน้ำ หรือดำน้ำนาน ๆ ร่างกายขาดน้ำได้นะคะ
ระวังการใช้สมุนไพร “ปอบิด” เสี่ยงไตวายได้
ประโยชน์ 14 ข้อจากการออกกำลังกาย
ต้อหิน อาจทำให้คุณตาบอดได้แบบไม่รู้ตัว