วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วัคซีนที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรฉีด


วัคซีนที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรฉีด



เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และเด็กในครรภ์ คุณผู้หญิงทุกคนที่กำลังตั้งครรภ์ควรได้รับวัคซีนตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ แต่ก็มีบางรายที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนการตั้งครรภ์ หรือได้รับไม่ครบทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นโรคระหว่างการตั้งครรภ์ได้ วัคซีนที่แนะนำให้ฉีดไว้เพื่อป้องกันสุขภาพได้แก่

- วัคซีนป้องกันไอกรน คอตีบ บาดทะยัก แม้ว่าหญิงตั้งครรภ์ผู้นั้นจะเคยได้รับวัคซีนมาก่อนก็ยังต้องฉีดไว้อยู่ดี ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการฉีดเพื่อให้ภูมิคุ้มกันนี้ไปสู่ลูกด้วยก็ คือ ในช่วงอายุครรภ์ 27-36 สัปดาห์ เป็นวัคซีนที่มีอยู่ครบในเข็มเดียว สาเหตุที่ต้องฉีดเป็นเพราะว่าขณะนี้โรคคอตีบอาจกลับมาระบาดได้อีก โรคไอกรนเด็กมักจะติดเชื้อมาจากแม่ และบาดทะยักก็ยังเป็นการป้องกันการติดเชื้อระหว่างการตั้งครรภ์และคลอดด้วย

- วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพราะเป็นโรคที่ทำอันตรายกับคนท้องได้มากกว่าคนธรรมดา หากติดเชื้อขึ้นมาจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงมากกว่าปกติได้ ทั้งเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ปอดบวมหัวใจวาย 1 เข็มจะป้องกันได้ 1 ปี

- วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เป็นวัคซีนสำคัญที่จำเป็นต้องฉีด หากไม่เคยได้รับวัคซีนเลยหรือเจาะเลือดแล้วไม่มีภูมิต้านทานเลย หญิงตั้งครรภ์จะมีโอกาสเสี่ยงได้ง่าย เช่น ได้รับจากสามีที่เป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบบี

- หากในบ้านเลี้ยงสัตว์ไว้ ไม่ว่าจะเป็น สุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ถ้าไม่แน่ใจว่ามีเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือไม่ก็ให้ฉีดวัคซีนได้ทันที

นอกจากนี้แล้วยังมีวัคซีนอีกหลายชนิดที่อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ไข้สมองอักเสบ หัด คางทูม หัดเยอรมัน โปลิโอ วัณโรค ฯลฯ เพราะวัคซีนเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้ ซึ่งคุณแม่สามารถสอบถามรายละเอียดได้จากแพทย์ที่ดูแลการตั้งครรภ์ได้ค่ะ


วัคซีนที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรฉีด
ออกกำลังกายพัฒนาสุขภาพ บรรเทาโรคต่าง ๆ ได้
ช่วงที่อากาศอบอุ่นขึ้น ให้ระวังไข้เลือดออก
ทำความเข้าใจกับโรคไตเรื้อรัง
การเจริญสติภาวนา และแผ่เมตตาเป็นประจำ รักษาโรคได้ทั้งทางกายและทางใจ
ระวังการใช้ยาที่อาจทำให้เกิดอันตรายได้
มี SEX ระหว่างมีรอบเดือนได้หรือไม่?

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ลบความเข้าใจผิดเดิม ๆ เกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส


 ลบความเข้าใจผิดเดิม ๆ เกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส


อีสุกอีใสมัก จะระบาดกันมาในช่วงอากาศเย็น ๆ หรือฤดูหนาวนะคะ โรคอาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกธรรมดา แต่ว่าความจริงแล้วโรคนี้อาจทำให้เสียชีวิตจากอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นตับอักเสบ ปอดอักเสบ แล้วที่เคยเข้าใจว่าหากตอนเด็ก ๆ เคยเป็นแล้วจะไม่กลับมาเป็นอีก เห็นทีต้องบอกว่าเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ ยังสามารถกลับมาเป็นได้อีกและร้ายแรงกว่าเดิมด้วย .. ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคอีสุกอีใสอีกหลายข้อเลยทีเดียวค่ะ วันนี้เราจะมาแก้ความเข้าใจผิดนี้กันใหม่นะคะ

- อีสุกอีใส มีแต่เด็กเป็น โตแล้วไม่เป็นไรหรอก … ไม่จริงค่ะ เป็นได้อีกทุกเพศ ทุกวัน ตั้งแต่เด็กยันแก่เลยค่ะ

- อีสุกอีใส เป็นแล้วไม่เป็นซ้ำ… นี่ก็ผิดอีกเหมือนกัน เพราะปัจจุบันมีอีสุกอีใสสายทีเกิดจากเชื้อสายพันธุ์ใหม่อีก หากติดเชื้อคนละตัวกันก็สามารถเป็นซ้ำได้ แถมบางคนอาการหนักกว่าตอนเด็ก ๆ หรือมีแผลเป็นด้วยนะ

- เป็นแล้วหายเอง ไม่ต้องฉีดวัคซีน.. จริงอยู่ว่าคนส่วนใหญ่จะหายได้เองใน 1-3 สัปดาห์แต่บางคนก็อาจติดเชื้อเพิ่มจากโรคแทรกซ้อนได้ ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการปวดหู ไอ หายไจเหนื่อย เจ็บหน้าอก ตาหลือง ตัวเหลือง ปวดศีรษะมาก ซึม อย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่า ให้รีบไปพบแพทย์ก่อนติดเชื้อแทรกซ้อนที่อาจทำให้เสียชีวิตได้

- ฉีดวัคซีนอีสุกอีใสแล้วจะไม่ติดเชื้ออีกต่อไปเลย.. ก็ไม่ถึงกับขนาดนั้น แต่จะต้องป้องกันราว 90% ส่วนอีก 10% ยังติดเชื้อได้อยู่ เพียงแต่อาการจะแสดงน้อยลง และระยะเวลาเป็นโรคก็สั้นลง และนอกจากนี้ คนที่เคยเป็นอีสุกอีใสแล้วประมาณ 15% เมื่อหายแล้วจะมีเชื้อไปหลบตามปมประสาท หากเมื่อใดร่างกายอ่อนแอ เชื้อจะแสดงอาการออกมากลายเป็นโรคงูสวัดได้นั่นเอง

- ยาเขียวสิ ช่วยขับเชื้อได้นะ .. เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะยาเขียว ยาหม้อบางขนานอ้างว่าช่วยขับเชื้ออีสุกอีใสได้ เป็นการถอนพิษโรค แต่จริง ๆ มีส่วนผสมของสตีรอยด์ซึ่งเป็นยากดภูมิ ทำให้เชื้อที่ดูเหมือนไม่มีพิษมีภัยกระจายไปยังอวัยวะสำคัญจนเสียชีวิตได้

- อาบน้ำต้มผักชี ช่วยให้หายเร็วขึ้น … ความจริงคือน้ำต้มผักชีช่วยลดอาการผื่นแดงได้ แต่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ารักษาโรคได้ค่ะ

- ไข่เป็นของแสลงของโรคอีสุกอีใส… ไม่เป็นความจริงแค่ ทางการแพทย์ยืนยันแล้วว่าไม่มีอาหารชนิดใดแสลงกับโรคอีสุกอีใสเลย ผู้ป่วยสามารถทานได้ทุกอย่าง แต่ต้องเป็นอาหารที่สุกแล้ว ไม่ใช่ของหมักดอง ไข่ก็เป็นอาหารที่ทานได้ดีด้วย เพราะผิวต้องการการดูแลจากโปรตีนมากขึ้น

- ไข้ขึ้นสูง กินยาแอสไพรินแล้วไข้ลดเร็ว.. ยาแอสไพรินเป็นข้อห้ามสำคัญเลยค่ะ เพราะอาจทำให้เกิดสมองอักเสบและตับอักเสบได้ หากมีไข้สูงกินยาพาราเซตามอลแทน ร่วมกับการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อย ๆ กับต้องให้ดื่มน้ำและพักผ่อนมาก ๆ ด้วย

ต่อไปนี้หากเกิดเป็นโรคอีสุกอีใสขึ้นมา คุณ ๆ คงทราบแล้วนะคะ ว่าควรหรือไม่ควรทำอะไรบ้าง โรคอีสุกอีใสจะได้หายเร็ว ๆ และไม่ติดเชื้อแทรกซ้อนด้วยค่ะ


ลบความเข้าใจผิดเดิม ๆ เกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส
ดูแลผิวในช่วงฤดูหนาว
ป้องกันเด็ก ๆ จากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ
ผื่นลมพิษอาจกำเริบในหน้าหนาวได้
เคล็ดลับการวิ่งเพื่อลดความอ้วน
คุณพ่อคุณแม่ ควรเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองให้กับลูก ๆ
สุขภาพช่องปากและการตั้งครรภ์
ดูแลรักษาหนังศรีษะห่างไกลรังแคในหน้าหนาว
หนุ่มสาวออฟฟิศ ดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ
การดูแลผิวหนังสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สัญญาณอันตรายที่บอกว่าคุณอาจเป็นโรคมะเร็ง



สัญญาณอันตรายที่บอกว่าคุณอาจเป็นโรคมะเร็ง



นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นคนมา สถิติคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเป็น อันดับที่หนึ่ง แล้วก็ยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากทุกปีด้วย แม้บางคนจะเชื่อว่าโรคนี้เป็นโรคกรรมเวรอะไรก็ไม่รู้ได้ แต่ความจริงแล้วโรคนี้มีบ่อเกิดมาจากการพฤติกรรมของตนเองทั้งสิ้น หากไม่อยากเป็นมะเร็งแล้ว กระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำให้ปฏิบัติตัวดังนี้คือ

หมั่นออกกำลังหายเป็นประจำ ทำจิตใจให้สบาย สดใสเสมอ ทานผักและผลไม้สดให้มาก รับประทานอาหารให้มีความหลากหลาย และพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายทุกปี นอกจากนี้ยังควรงดเว้นพฤติกรรมที่อาจทำให้เป็นบ่อเกิดของมะเร็งด้วย ได้แก่การงดเว้นการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา มั่วเซ็กซ์ ไม่ออกแดดจัด และไม่กินปลาน้ำจืด หอย หรือสัตว์น้ำจืดดิบ ๆ ด้วย
ควรสังเกตความผิดปกติของร่างกายตัวเองไว้ หากมีสัญญาเตือนอย่างใดอย่างหนึ่งในเจ็ดข้อนี้แล้วควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อ รับการตรวจให้ละเอียด หากพบว่าเป็นมะเร็งจะสามารถตรวจรักษาหายได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

1. มีการขับถ่ายที่ผิดปกติหรือเปลี่ยนแปรไปจากเดิม

2. เป็นแผลไม่ยอมหาย

3. ร่างกายมีตุ่ม มีก้อน ขึ้นมา

4. กลืนอาหารไม่ได้หรือกลืนได้ลำบาก

5. ตามทวารต่างๆ มีเลือดไหลออกมา

6. ไฝหรือหูดที่มีอยู่เดิม มีลักษณะเปลี่ยนไป

7. เสียงแหบเรื้อรัง ไอไม่ยอมหาย

คนเราทุกคนนั้นมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นมาได้เมื่อไร หากเมื่อใดที่ร่างกายแข็งแรงพอ เซลล์มะเร็งก็จะถูกทำลายไปเอง การเป็นมะเร็งนั้นจึงเป็นสัญญาณเตือนบอกว่าคน ๆ นั้นมีความบกพร่องในการใช้ชีวิตอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม อาหาร หรืออื่น ๆ ที่สัมพันธ์กันทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณด้วย ดังนั้นนอกจากการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงไว้เสมอแล้ว ควรรู้จักดูแลอารมณ์ จิตใจและความเครียด ความเจ็บปวดในอดีตด้วย มิให้กลายเป็นปัญหาทำให้ร่างกายมีสภาวะกรดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นการกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งกระจายตัวได้
ของฝากสุดท้าย การหายใจเข้าออกลึก ๆ ช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้นจนถึงระดับเซลล์ จึงเป็นการทำลายการเกิดของเซลล์มะเร็งด้วยอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลดี และสามารถทำได้ทุกวันและทุกคนด้วยนะคะ


“ขิง” สมุนไพรสร้างความอบอุ่นในฤดูหนาว
สัญญาณอันตรายที่บอกว่าคุณอาจเป็นโรคมะเร็ง
ในฤดูหนาว ผู้สูงวัยควรระวังสุขภาพให้มาก
อย่างไรวัยเกษียณ ก็ยังต้องออกกำลังกายอยู่ดี
คุณเป็นโรคหอบหืดหรือเปล่า?
ผู้ป่วยหอบหืดควรหลีกเลี่ยงสาเหตุกระตุ้นอาการดังนี้
แนวทางสำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืดให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
สมุนไพรใกล้ตัวช่วยแก้หนาว
อยากหายหวัดเร็ว ๆ ทำยังไงดี?
กินเลี้ยงอย่างไร ไม่อ้วนเผละ

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

“ขมิ้นชัน” สมุนไพรป้องกันมะเร็ง



“ขมิ้นชัน” สมุนไพรป้องกันมะเร็ง


ในขณะที่ความสะดวกสบายทันสมัยของโลกกำลังก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อย ๆ โรคร้ายแรงอย่างโรคมะเร็งกลับกลายเป็นภัยคุกคามมนุษยชาติ มากยิ่งกว่าในยุคไหน ๆ แต่อย่างไรก็ดี ยังโชคดีที่คนไทยเรายังมีสมุนไพรอยู่ชนิดหนึ่ง ที่หาทานได้ง่าย และเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ใช้กันมาช้านานที่อาจจะเป็นความหวังใหม่ในการ รักษาโรคมะเร็ง สมุนไพรชนิดนั้นก็คือ “ขมิ้นชัน” นั่นเองค่ะ

ขมิ้นชันมีสารที่ช่วยยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ที่ไปหล่อเลี้ยงเซลล์ มะเร็ง ช่วยยับยั้งการแบ่งตัว และทำให้กลไกที่ทำให้เซลล์ตายเป็นปกติ จึงช่วยหยุดยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างภูมิต้านทานให้กับผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วย คีโม ทำให้การฉายรังสีมีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยขมิ้นชันช่วยให้เซลล์มะเร็งไวต่อการฉายรังสี และช่วยป้องกันเซลล์ปกติมิให้ถูกรังสีทำลายได้ในเวลาเดียวกัน อีกทั้งการกินขมิ้นชันยังไม่มีผลข้างเคียง ไม่มีความเป็นพิษต่อร่างกายอีกด้วย

แต่ขมิ้นชันเองก็ต้องมีข้อควรระวังในการใช้งานเช่นกัน 

1. ผู้ป่วยที่มีอาการท่อน้ำดีอุดตันไม่ควรกินขมิ้นชัน เพราะอาจทำให้น้ำดีหลั่งออกมาแล้วตกตะกอนในถุงน้ำดี ยิ่งทำให้อุดตันมากขึ้นและปวดขึ้นด้วย แต่หากเป็นคนปกติทานจะกระตุ้นการหลั่งน้ำดีป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้

2. ผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดเช่น ยาวาร์ฟาริน จะเสริมฤทธิ์กันทำให้เลือดออกมากกว่าเดิม จึงไม่ควรทานขมิ้นชัน
อย่างไรก็ดี ขมิ้นชันก็ไม่ใช่ยารักษาโรคมะเร็ง ไม่พบความเป็นพิษและสามารถปลูกได้ทั่วประเทศ แม้จะทานเข้าไปก็ไม่ก่อให้เกิดผลเสีย หากคนไทยหันมากินขมิ้นชันมากขึ้นก็จะช่วยต้านทานการก่อกำเนิดของเซลล์มะเร็ง ได้ จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายในระยะยาว


ความสุขสร้างง่าย สร้างได้ด้วยตนเอง
ปลายฝนต้นหนาว ระวังเด็ก ๆ เป็นปอดบวม
วิธีการเตรียมตัวสำหรับผู้ป่วย ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดต้อกระจก
ผลเสียของน้ำอัดลม ที่มีต่อสุขภาพของเด็ก
รู้กันหรือเปล่า 19 พฤศจิกายนของทุกปี เป็น “วันส้วมโลก”
“ขมิ้นชัน” สมุนไพรป้องกันมะเร็ง
อยากสุขภาพดี.. ต้องทำเอาเองตั้งแต่วันนี้
สาว ๆ อย่าเพิ่งตกใจ หากเป็นเริมที่อวัยวะเพศ
สร้างความมั่นใจให้กับลูกน้อยของคุณกัน
ธัญพืช อาหารที่ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจได้

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กระดูกพรุน ภัยร้ายที่คืบคลานอย่างเงียบงัน



กระดูกพรุน ภัยร้ายที่คืบคลานอย่างเงียบงัน



ในปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนมาก ขึ้น เพราะวิธีการใช้ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น จึงไม่ค่อยได้ใช้ร่างกายด้วย ประกอบกับที่อายุขัยของคนยุคนี้ยืนยาวขึ้นจึงพบโรคกระดูกพรุนมาก ตามไปด้วย โรคกระดูกพรุน ไม่ได้หมายถึงกระดูกมีรูพรุน ๆ นะคะ แต่หมายถึงมวลกระดูมีความหนาแน่นที่น้อยลง มักไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า จะทราบได้ก็คือผู้ป่วยมักกระดูกหันไปแล้ว ซึ่งก็มักจะสายเกินไปสำหรับการรักษา

สาเหตุของโรคกระดูกพรุนหลัก ๆ ก็ได้แก่
- เชื้อชาติเอเชียและคอร์เคเชี่ยน จะมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุ่นได้ง่ายกว่าคนผิวดำ
- ไม่ยอมออกกำลังกาย หรือมีชีวิตที่สะดวกสบายมากเกินไป
- โรคบางชนิดที่ทำให้ขาดการเคลื่อนไหว เช่น อัมพฤกษ์อัมพาต
- ทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอ
- ในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนไม่ สามารถรักษาให้กระดูกลับมามีสภาพเดิมได้ แต่การทานยาและการเสริมแคลเซียมช่วยให้กระดูกดีขึ้นได้ โดยยาตัวใหม่ ๆ ที่ใช้ในการรักษากระดูกพรุนก็คือยาในกลุ่ม Bisphophonate

ในส่วนของการป้องกันโรคกระดูกพรุนนั้น 
ในผู้หญิงจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชายถึงสี่เท่า เพราะผู้หญิงจะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนหลังจากหมดประจำเดือนไปแล้วความหนาแน่น ของกระดูกจึงลดลง ในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปจึงควรทานแคลเซียมคาร์บอเนตวันละ 1 กรัม เพื่อป้องกันไว้ก่อน นอกจากนี้ยังควรออกกำลังกายด้วยการวิ่งหรือเดินลงน้ำหนักบนพื้นราบ ทานปลาทะเลและปลาที่ทอดกรอบได้ทั้งตัวเพื่อเสริมแคลเซียม รวมทั้งควบคุมน้ำหนักตัวมิให้อ้วนเกินมาตรฐาน เพราะน้ำหนักตัวที่กดทับจะยิ่งเพิ่มปัจจัยให้กระดูกพรุนได้เร็วขึ้น


กระดูกพรุน ภัยร้ายที่คืบคลานอย่างเงียบงัน
สัญญาณเตือนของโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ
ผู้หญิงวัยทอง อ้วนง่ายขึ้นนะจ๊ะ
สัญญาณเตือนอันตราย โรคเส้นเลือดในสมองแตก
ดนตรีบำบัด บำบัดทุกข์ทางใจและทางกาย
ป้องกันตัวเองจากอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต
อาณิสงค์ของการเจริญสติ 10 ประการ
คิดอย่างไร..ให้จิตใจไร้ทุกข์?
ใช้ชีวิตอย่างไรไม่เป็นทาสความเครียด
โรคหลอดเลือดสมอง ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจอย่างไรบ้าง

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รู้จักกันหรือเปล่า โรคหมาว้อ



รู้จักกันหรือเปล่า โรคหมาว้อ



ชื่อโรคน่ารักมาก แต่ความจริงแล้ว โรคหมาว้อ ก็คือ โรคพิษสุนัขบ้านี่ ล่ะค่ะ ทราบกันอยู่แล้วว่าโรคนี้ไม่มียารักษา หากติดเชื้อขึ้นก็จะต้องเสียชีวิตไปทุกราย สัตว์ที่เป็นพาหะนำโรคมิใช่เพียงแค่หมาหรือแมวเท่านั้น แต่ยังมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ อีก เช่น ลิง กระรอก กระแต ชะนี ฯลฯ ซึ่งผู้ป่วยที่ติดเชื้อก็มักจะติดจากสัตว์ที่เลี้ยงอยู่นั่นแหละค่ะ เพราะเราขาดการระวังตัว หากปล่อยให้ลูกหลานเล่นกับสัตว์เลี้ยงบ่อยๆ โดยที่ไม่เคยพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนเลยก็มีโอกาสที่จะเป็นอันตรายถึงตาย ได้
แม้จะเป็นลูกสัตว์ตัวเล็ก ๆ ก็ไม่น่าไว้วางใจ เพราะมีการวิจัยว่าแม่สุนัขที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้านั้น สามารถถ่ายทอดเชื้อไปสู่ลูกทางรกได้ หากมีแผลอยู่แล้วโดนลูกสุนัขหรือลูกแมวเลียก็อย่าได้ชะลอได้ เพราะเชื้อจะสามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายทางเส้นประสาทและตรงเข้าสู่สมอง อาจใช้ระยะตั้งแต่สองอาทิตย์ สองเดือน หรือหกเดือนจึงจะแสดงอาการ เมื่อถึงเวลานั้นก็ยากที่จะรักษาแล้ว
ดังนั้นก่อนนำสัตว์เลี้ยงเข้าบ้านควรนำไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหรืออำเภอ หรือตามคลินิกสัตว์แพทย์ต่าง ๆ ต้องฉีดเป็นประจำทุกปี และหากไม่ต้องการให้มีลูกก็ควรคุมกำเนิดเสียด้วย โรคพิษสุนัขบ้าจะห่างหายไปจากโลกนี้ด้วยความร่วมมือของเราทุกคนค่ะ


รู้จักกันหรือเปล่า โรคหมาว้อ
“ข่า” สมุนไพรบรรเทาอาการปวดข้อเท้า
เคล็ดลับสร้างสุขในครอบครัว
6 อ. ชะลอวัยสไตล์ธรรมชาติ
ตรวจสอบพฤติกรรมตนเอง ว่าคุณกำลังเป็นโรคซึมเศร้าอยู่หรือเปล่า?!
ดูแลหัวใจของคุณให้ดีนะ
ไข้หูดับ เกิดจากเนื้อหมู
ใช้ความเมตตากรุณา เป็นยารักษาโรคโกรธ โรคพยาบาท
ดูแลผู้สูงอายุด้วยความรัก
ดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคข้อเสื่อม

ปล่อยตัวให้อ้วนตั้งแต่วัยรุ่น เสี่ยงการมะเร็งได้สูงในระยะยาว



ปล่อยตัวให้อ้วนตั้งแต่วัยรุ่น เสี่ยงการมะเร็งได้สูงในระยะยาว



มีงานวิจัยที่ระบุว่าเด็กวัยรุ่นที่มีค่าดัชนีมวลกายสูงเกินกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่ต้น ๆ ของชีวิตจะทำให้มีโอกาสในการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสูง กว่าเพื่อนวัยเดียวกันถึงร้อยละ 35 เลยทีเดียว แม้จะโตมาแล้วปรับปรุงดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายและเปลี่ยนแปลงการกินอาหารไปแล้ว แต่ความเสี่ยงก็ไม่ได้ลดลงตามไปด้วยเลย ซึ่งการวิจัยหนนี้นั้นเกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลของนักศึกษาชายเกือบสอง หมื่นคนที่จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในช่วงปะ 191601950 โดยนักวิจัยจาก Medical Research Council (MRC), University College London และ Harvard School of Public Health พบว่าคนที่อ้วนตั้งแต่อายุ 18 ปีนั้น จะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากมะเร็งได้มากกว่าผู้ที่มีรูปร่างปกติหรือมีค่า BMI ต่ำ

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ความอ้วนในช่วงวัยรุ่น ทำให้คนเราเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในภายหลังแม้ว่าต่อมาจะสามารถลดน้ำหนัก ได้ในวัยกลางคนแล้ว แต่ความเสี่ยงดังกล่าวก็ยังมีอยู่เท่าเดิม และความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งนี้ก็ยังมากในกลุ่มที่อ้วนในวัยรุ่น มากกว่าอ้วนในวัยกลางคนเสียอีก

การวิจัยนี้ทำให้เราทราบว่า การรักษาสุขภาพให้ดีก็ต้องเริ่มต้นรักษาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น ไม่ควรปล่อยตัวให้อ้วน และควบคุมน้ำหนักของร่างกายให้อยู่ในมาตรฐานไว้ตลอดเพื่อลดโอกาสการเป็น มะเร็งด้วย แต่สำหรับในเมืองไทยนั้น พ่อแม่ที่มีลูก ๆ อยู่ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งมักจะห่วงสวยงามอยู่แล้ว พ่อแม่ก็ควรแนะนำแนวทางในการลดน้ำหนักที่ถูกต้องให้กับลูก ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอาหาร การเลือกทานอาหารที่มีไขมันต่ำ การไปออกกำลังกาย และคอยดูแลไม่ให้ลูกพึ่งการลดน้ำหนักทางลัด ไม่ว่าจะเป็นการกินยา หรือการไปดูดไขมันด้วย จะทำให้ลูกของคุณหุ่นสวยสุขภาพดีทั้งในตอนนี้และลดความเสี่ยงในการเป็น มะเร็งได้ในระยะยาวด้วยค่ะ


ปล่อยตัวให้อ้วนตั้งแต่วัยรุ่น เสี่ยงการมะเร็งได้สูงในระยะยาว
ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้บริโภคสีเขียวด้วยวิธีง่าย ๆ 4 ข้อ
10 ข้อการใช้น้ำมันทอดอาหาร เลี่ยงมะเร็งได้
ทานถั่วป่นและพริกป่นมากเสี่ยงเป็นมะเร็งตับได้นะ
ระวังอาการเจ็บข้อมือจากการใช้คอม อาจทำให้คุณเป็นโรคพังผืดได้นะ
เลือกทานผักให้ดี อย่าเลือกชนิดที่อาบสารพิษ
ขจัดความขัดแย้งในที่ทำงาน
ระวังดวงตามีปัญหาจากยาสตีรอยด์ได้
5 กลุ่มโรคที่มาพร้อมกับฤดูฝน

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เข่าเสื่อม.. ยืน เดิน ขยับ ก็เจ็บทุกท่า



เข่าเสื่อม.. ยืน เดิน ขยับ ก็เจ็บทุกท่า


โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นภาวการณ์สึกกร่อนของกระดูกอ่อนผิวข้อ เนื่องจากความเสื่อมของวัยและการใช้งาน หากผิวข้อมีการเสียดสีกันก็จะทำให้ปวดข้อเข่าตามมา ไม่ว่าจะอยู่ในท่าใด จะยืน เดิน ขยับก็เจ็บไปหมด
ซึ่งปัจจัยเสี่ยงของโรคข้อเข่าเสื่อมนั้น ได้แก่ ยิ่งอายุมากขึ้นเข่าก็ยิ่งเสื่อมได้มากขึ้น มักพบในเพศหญิงมากกว่าผู้ชายด้วย หากคนในครอบครัวมีอาการข้อเข่าเสื่อม ลูกหลานก็มีสิทธิเป็นโรคนี้ได้มากกว่าปกติ แต่แม้จะยังไม่แก่และในครอบครัวไม่มีใครเป็นโรค น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานก็ทำให้หัวเข่าต้องรับน้ำหนักและแรงกดทับมากทำให้ เสื่อมเร็วได้เช่นกัน รวมไปถึงอุบัติเหตุต่าง ๆ เช่น เอ็นหรือหมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด หรือมีกระดูกผิวข้อแตก เป็นต้น

อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ จะมีอาการปวดเข่ามากขึ้นในระหว่างการใช้งาน และจะทุเลาลงในช่วงพักการใช้ขา มีอาการข้อยึดติดซึ่งหากเป็นมากก็อาจทำให้การยืดเหยียดข้อเข่าทำได้ลำบาก ข้อบวมซึ่งอาจเกิดจากเยื่อบุข้ออักเสบหรือมีการสร้างน้ำไขข้อมากขึ้น เวลาเดินหรือเคลื่อนไหวกมักได้ยินเสียงกระดูกเสียดสีกัน หากปล่อยให้เป็นรุนแรงมากขึ้น ก็จะทำให้ข้อผิดรูปหรือขาโก่งได้ และหากมีอาการข้อหลวมด้วยก็จะทำให้รู้สึกไม่ค่อยมั่นคงเวลาเดินหรือยืน กล้ามเนื้อข้อจะมีขนาดเล็กลงและเสื่อมแรงลง

ซึ่งโรคข้อเข่าเสื่อมในปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จะมีก็แต่การรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดและทำให้ข้อกลับคืนสภาพที่พอใช้งานได้ เท่านั้น รวมทั้งป้องกันหรือแก้ไขการผิดรูปของข้อ โดยแล้วแต่การพิจารณาของแพทย์ตามความเหมาะสมของคนไข้แต่ละคนไป ซึ่งการรักษาจะมีทั้งแบบผ่าตัดและไม่ต้องผ่าตัด

การรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดนั้น ก็ได้แก่
1. ปรับวิธีชีวิตประจำวัน หลีกเลี่ยงการทำงานของข้อให้น้อยลง ไม่นั่งคุกเข่า พับเพียบ ยอง ๆ หรือนั่งขัดสมาธิ รวมไปถึงไม่ควรขึ้นลงบันไดด้วยแต่หากจำเป็นก็ขอให้เดินอย่างช้า ๆ ทีละขั้น ไม่ควรยืนหรือนั่งในท่าใดนาน ๆ บ่อยๆ และเข้าห้องน้ำที่เป็นโถนั่งราบ และควรมีราวจับสำหรับพยุงตัวด้วย
2. หากมีน้ำหนักเกินความลดน้ำหนักให้ได้มาตรฐาน จะลดแรงกดทับบนเข่าได้
3. ควรเลือกใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น ไม้ค้ำยัน ไม้เท้า จะบรรเทาอาการปวดข้อ ลดแรงกระทำกับข้อได้
4. นอนที่นอนที่สูงระดับเข่าเพิ่มให้ตอนลุกขึ้นจะได้ไม่ปวดเข่า
5. การประคบเข่าด้วยความอุ่นจะช่วยอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อได้มา
6. สวมสนับเข่า เพื่อกระชับข้อและลดอาการปวด และเข้าทำกายภาพบำบัดเพื่อฝึกความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อรอบ ข้อ เพิ่มประสิทธิภาพของร่างกาย
7. และสุดท้ายการใช้ยาเพิ่บรรเทาอาการปวดชนิดต่าง ๆ ทั้งยากินและยาทาภายนอก
8. การฉีดน้ำเลี้ยงไขข้อช่วยลดอาการปวดได้และทำให้การเคลื่อนไหวดีขึ้น
9. หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อวิธีใด ๆ ข้างต้นเลย การฉีดสตีรอยด์เข้าข้อก็เป็นทางเลือกสำหรับอาการข้อเสื่อมรุนแรง
ในส่วนของผู้ป่วยที่ล้มเหลวด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด คือยังมีอาการปวดที่รุนแรงจนทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้เลย ก็จะใช้การผ่าตัดเข้าช่วย ไม่ว่าจะเป็นการล้างข้อด้วยการส่องกล้อง, การผ่าตัดจัดแนวกระดูกขาใหม่, และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม


เข่าเสื่อม.. ยืน เดิน ขยับ ก็เจ็บทุกท่า
9 วิธีเก็บเห็ดป่าอย่างไรไม่เจอเห็ดพิษ
การตรวจร่างกายก่อนแต่งงาน แพทย์จะตรวจอะไรบ้าง?
มาเดินเร็วเพื่อสุขภาพกันเถอะ
โทษของการกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ
น้ำมันแต่ละชนิด มีคุณค่าต่อร่างกายอย่างไรบ้าง?
สรรพคุณมากคุณค่าของเห็ดหลากหลายชนิด
ปล่อยตัวให้อ้วนตั้งแต่วัยรุ่น เสี่ยงการมะเร็งได้สูงในระยะยาว
ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้บริโภคสีเขียวด้วยวิธีง่าย ๆ 4 ข้อ
10 ข้อการใช้น้ำมันทอดอาหาร เลี่ยงมะเร็งได้