วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

อาการท้องผูกและการดูแลรักษาตัวเอง


อาการท้องผูกและการดูแลรักษาตัวเอง



ไม่ว่าจะเป็นการขับถ่าย หรือการกินอาหาร ต่างก็มีความสำคัญพอ ๆ กัน เพราะแม้เราจะกินอาหารดี ๆ เข้าไปแล้ว แต่ระบบย่อยอาหารทำงานไม่เป็นปกติ กากอาหารมีการคั่งค้างอยู่ในลำไส้นาน ๆ ก็จะเกิดการเน่าเสีย และกลายเป็นสารพิษได้ ยิ่งคั่งค้างอยู่ในร่างกายนานเท่าใด ร่างกายก็จะดูดซึมพิษเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบต่าง ๆ มากเท่านั้น จนอาจทำให้ร่างกายมีความผิดปกติต่าง ๆ นาๆ ได้ การที่อุจจาระค้างอยูในลำไส้นั้น แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็ทำให้รู้สึกอึดอัดแล้ว แต่ถ้าเป็นเวลายาวนาน ก็จะจับตัวแข็งทำให้ถ่ายออกมายากขึ้น ก็คืออาการของท้องผูกนั่นเอง
การขับถ่ายเป็นเรื่องเฉพาะตัว มีความฉี่และลักษณะของอุจจาระที่ไม่เท่ากัน เพราะแต่ละคนจะมีพฤติกรรมการกินอาหาร ดื่มน้ำ และออกกำลังกายที่แตกต่างกันไป บางคนถ่ายทุกวัน บางคนวันเว้นวัน หรือวันเว้นสองวันก็ยังมี แต่หากใครที่ขาดการดูแลตนเอง อาการท้องผูกก็มาเยือนเอาให้ทรมานได้อยู่เหมือนกัน ดังนั้นควรดูแลตนเองเพื่อป้องกันอาการท้องผูก ซึ่งสามารถทำได้โดย

1. ทานผักและผลไม้ให้มาก เพราะจะมีเส้นใยอาหารที่ช่วยในการดูดซักน้ำในลำไส้ใหญ่ไว้ เพิ่มปริมาณและเพิ่มความลื่นให้กับอุจจาระทำให้ถ่ายได้ง่าย

2. ดื่มน้ำวันละสองลิตรขึ้นไปต่อวัน จะทำให้มีน้ำที่พอเพียงต่อการหล่อเลี้ยงอุจจาระให้ลื่น อุจจาระที่อุ้มน้ำดีจะพองตัว นิ่ม เหลว และขับถ่ายออกมาได้ง่ายด้วย

3. ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ช่วยกระตุ้นลำไส้ใหญ่ให้ทำงาน จนบีบขับอุจจาระออกมาได้ง่ายมากขึ้น

4. ควรถ่ายอุจจาระให้เป็นนิสัยและสม่ำเสมอ
หากปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นนี้ทั้งหมดแล้วอาการท้องผูกยังไม่ดีขึ้น ไปรีบปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อรับคำแนะนำน่าจะดีกว่านะคะ


สัญญาณอันตรายของโรค อัมพฤกษ์ อัมพาต!
อาการท้องผูกและการดูแลรักษาตัวเอง
วิธีง่าย ๆ ในการดูแลสุขภาพ ป่วยยาก อายุยืน
9 ข้อพัฒนา E.Q. ในที่ทำงาน
ระวังลูกอ้วนคอดำ อาจเป็นเบาหวานได้นะ
ล้างผัก ลดพิษได้เพียบ
การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมคืออะไร?
โรคปอดบวม ติดต่อกันได้ง่ายในฤดูหนาว โดยเฉพาะเด็กเล็ก
เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เอดส์ ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งควบคุมได้

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สัญญาณอันตรายของโรค อัมพฤกษ์ อัมพาต!


สัญญาณอันตรายของโรค อัมพฤกษ์ อัมพาต!



โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือ โรคหลอดเลือดสมองนั้น นับเป็นโรคที่อันตรายและเป็นสาเหตุของการตายเป็นลำดับต้น ๆ ของคนไทย แม้จะรอดมาได้แต่ก็ต้องอยู่อย่างพิการ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน คอเลสเตอรอลในเลือดสูง มีกรรมพันธุ์หรือญาติสายตรงเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน ไม่ยอมออกกำลังกาย อ้วนน้ำหนักเกินมาตรฐาน สูบบุหรี่ และมีภาวะหัวใจห้องบนเต้นแผ่วระรัว ผู้ที่มีอาการของโรคหลอดเลือดสมองมักจะสัญญาณเตือนได้แก่

- อ่อนแรงบริเวณใบหน้า แขนขาแบบฉับพลัน และมักจะเป็นข้างเดียวของร่างกาย

- จู่ ๆ ก็พูดไม่รู้เรื่อง สับสน พูดลำบาก

- ตามัว หรือมีปัญหาการมองเห็นทันทีอาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้

- มึนงง เสียสมดุลในการเดินแบบฉับพลันทันด่วน

หากพบเห็นผู้ใดมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้นแค่ข้อเดียวหรือหลายข้อรวมกัน ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที และควรมาให้ทันภายใน 3 ชั่วโมงที่มีอาการ ผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดจากภาวะอัมพฤกษ์อัมพาต และหายได้

ในส่วนของการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองนี้ มีแนวทางง่าย ๆ ดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ควบคุมความดันโลหิต ระดับของน้ำตาล และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละครึ่งชั่วโมงขึ้นไป และออกกำลังกายเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้นในระหว่างวัน

3. อย่าให้อ้วน หากอ้วนแล้วให้ลดน้ำหนัก ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม

4. ในส่วนของแอลกอฮอล์หลีกเลี่ยงได้จะเป็นการดี แต่หากจำเป็นผู้ชายดื่มได้ไม่เกิน 2 ดื่ม ส่วนผู้หญิงไม่เกิน 1 ดื่ม ( 1 ดื่ม = เหล้า เหล้าขาว เหล้ากลั่นที่มี 40 ดีกรี ประมาณ 30 ซีซี)

5. งดการสูบบหรี่ และการรับควันบุหรี่จากผู้อื่น

6. ควรเรียนรู้สัญญาณเตือนของการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง และการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นเมื่อตนเองมีอาการ


สัญญาณอันตรายของโรค อัมพฤกษ์ อัมพาต!
อาการท้องผูกและการดูแลรักษาตัวเอง
วิธีง่าย ๆ ในการดูแลสุขภาพ ป่วยยาก อายุยืน
9 ข้อพัฒนา E.Q. ในที่ทำงาน
ระวังลูกอ้วนคอดำ อาจเป็นเบาหวานได้นะ
ล้างผัก ลดพิษได้เพียบ
การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมคืออะไร?
โรคปอดบวม ติดต่อกันได้ง่ายในฤดูหนาว โดยเฉพาะเด็กเล็ก
เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เอดส์ ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งควบคุมได้

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ตับแข็งไม่ได้เกิดจากการกินเหล้าเท่านั้น



ตับแข็งไม่ได้เกิดจากการกินเหล้าเท่านั้น

โรคตับ นั้นมีสาเหตุหลายประการ ซึ่งภาวะไขมันพอกตับนั่นก็เป็นอีกปัญหาที่พบมาก เกิดได้จากการดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ การรับสารพิษสารเคมีต่าง ๆ ภาวะขาดอาหาร หรือได้รับสารอาหารมากเกินไปจนร่างกายสะสมไว้ในรูปแบบไตรกลีเซอไรด์ในตับ ผู้ป่วยโรคตับอักเสบเรื้อรังนั้นกว่าร้อยละ 60 มีภาวะไขมันพอกตับ และมักมีปัจจัยต่อไปนี้ร่วมด้วย ได้แก่ อ้วนลงพุง ไขมันที่ลำตัวมากกว่าแขนขา เป็นเบาหวาน มีไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ไขมันพอกตับนี้ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการออกมา กว่าจะรู้ตัวก็มักเป็นโรคตับอักเสบหรือตับแข็งไป แล้ว มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นจะแสดงอาการออกมา ซึ่งอาจมีอาการปวดแน่นชายโครงขวา อ่อนเพลียง่าย ๆ ผู้ที่มีกรรมพันธุ์ครอบครัว ญาติพี่น้องเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ยิ่งควรให้ความใส่ใจกับสุขภาพมากเป็นพิเศษ ได้แก่…

- ดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในมาตรฐาน ดูแลอาหารการกิน เลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยกะทิ น้ำมัน นม เนย ชีส กุ้ง ปูไข่ ไข่แดง และอื่น ๆ รวมไปถึงอาหารที่มีน้ำตาลและแป้งมากด้วย เนื่องจากอาจเกิดการสะสมของไตรกลีเซอร์ไรด์ในตับได้ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย

- หมั่นตรวจสุขภาพทุกปี เพื่อให้ทราบความผิดปกติของร่างกายในส่วนต่าง ๆ รวมทั้งตับด้วย และควรดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเหมาะสม

- ในส่วนผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงอยู่แล้วควรรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อควบคุมให้ผลเลือดและความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

- ผู้ที่อ้วนน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักตัวลงให้ได้ แต่ให้เป็นไปอย่างมั่นคง ไม่ควรลดเกินเดือนละ 1-2 กิโลกรัม จะช่วยสลายไขมันออกจากตับได้ดี แต่ไม่ควรลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร เพราะน้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วนั้น อาจทำให้ตับเกิดการอักเสบอย่างรุนแรงได้

โรคตับแข็งนั้น ไม่ได้เกิดจากการกินเหล้าอย่างเดียวอย่างที่เข้าใจ แต่เกิดจากการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะด้วย ควรหันมาดูแลตัวเองแต่เนิ่น ๆ นะคะ เพราะโรคตับเป็นภัยเงียบที่ไม่บ่งอาการ มักตรวจพบก็ตอนที่เป็นอย่างเรื้อรังแล้ว จึงทำให้ยากที่จะรักษาด้วยค่ะ



ตับแข็งไม่ได้เกิดจากการกินเหล้าเท่านั้น
การป้องกันโรคฉี่หนู และโรคตาแดง และโรคผิวหนังในช่วงที่มีน้ำท่วม
สังเกตอุจจาระของตัวเองบ่งบอกสุขภาพได้
10 วิธีขจัดความเครียด
ความสำคัญของการล้างมือ
คุณประโยชน์ของวิตามินและเส้นใยอาหารในผัก
3 อ. ลดอ้วน ลดโรค
โรคลมปัจจุบัน หรืออัมพาตครึ่งซีกจะป้องกันได้อย่างไร
อาการ โรคหืด และภูมิแพ้
ชวนลูกกินผักกัน
7 ข้อสำคัญเพื่อสุขภาพในช่วงกินเจ
ออกกำลังกายวันละนิด ป้องกันและพิชิตโรคข้อเสื่อมในอนาคต
ฆ่าตัวตาย.. ช่วยได้ก็ควรช่วยก่อน
ระวังโรคไข้คอตีบในเด็กอาจทำให้เสียชีวิตได้
จุดเริ่มต้นของโรคถุงลมโป่งพอง

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ความจริงเกี่ยวกับ DHA และ ARA ในนมผสมของทารก



ความจริงเกี่ยวกับ DHA และ ARA ในนมผสมของทารก


ปัจจุบันนี้มีนมผสมที่ใช้เลี้ยงทารกออกมาจำหน่ายกันหลายยี่ห้อมาก บางยี่ห้อก็อวดอ้างว่ามีส่วนผสมของ DHA และ ARA ที่ช่วยพัฒนาสมองของลูกน้อยได้ แล้วยังทำให้พ่อแม่เชื่อจนไปควานหาซื้อมาให้ลูกได้กินเสียด้วย แล้ว DHA และ ARA มันคืออะไรกันแน่

สารทั้งสองตัวนี้กรดไขมันอิ่มตัวโอเมก้า 3 และกรดไขมันโอเมก้า 6 นั่นเองค่ะ ช่วยพัฒนาทั้งสมองและสายตาของทารกได้ เพราะในสมองของเด็กนั้น ร้อยละ 60 จะเป็นไขมัน และร้อยละ 15-20 จะเป็นกรดไขมันสองชนิดนี้ DHA ยังกระจายอยู่ทั่วไปในเซลล์ประสาทสมองและจอตา ในขณะที่ ARA ยังกระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอีกต่างหาก ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตได้ แต่ว่า.. เด็กทารกที่มีอายุ 4-6 เดือนนั้น ยังมีน้ำย่อยไม่พอเพียงในการสังเคราะห์กรดไขมันทั้งสองชนิด ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนสารตั้งต้นในนมผสมให้กลายเป็น DHA ได้อย่างเต็มที่

แต่ธรรมชาติก็จัดสรรไว้ให้แล้ว เพราะกรดไขมันทั้งสองชนิดนั้นทารกสามารถได้รับจากน้ำนมแม่ได้อย่างเต็มที่ ช่วยปรับสมดุลระบบภายในของทารกได้ ทำให้เซลล์ประสาทและระบบการทำงานทุกส่วนเกิดการพัฒนาไปอย่างสมบูรณ์เต็มที่ ในนมผสมที่โฆษณาว่าเติมสาร DHA และ ARA เข้าไปนั้น อาจสกัดจากสาหร่ายเซลล์เดียว ไข่แดง หรือน้ำปลาเข้าไป ซึ่งเป็นข้อเสียหากพ่อแม่หันไปซื้อมาให้ลูกกินแทนนมแม่ เพราะเด็กจะเสียโอกาสในการกินนมแม่ บางคนก็เป็นโรคภูมิแพ้จากการถูกกระตุ้นของโปรตีนในนมวัวอีก

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นยังช่วยป้องกันเชื้อโรค ซึ่งนมผสมไม่มีคุณสมบัตินี้ ช่วยลดโอกาสการเป็นโรค การติดเชื้อ หากติดก็จะหายได้เร็ว ทำให้การเติบโตของทารกไม่หยุดชะงัก และแม่ได้มีโอกาสอยู่กับลูกตลอดเวลา ให้ลูกได้ดูดเต้านมแม่ ได้สื่อสารกันแสดงความรักต่อกัน ช่วยกระตุ้นประสาททั้งห้าของเด็ก วงจรสมองและประสาทซึ่งเป็นตัวเชื่อมการติดต่อระหว่างเซลล์สมองและเซลล์ ประสาทได้ทำงานครบวงจรอย่างสมบูรณ์ ทารกจึงมีความฉลาดครบถ้วนทุกด้าน การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงเป็นการให้อนาคตที่ดีแก่ลูก.. คำ ๆ นี้กล่าวไว้ไม่ผิดเลยจริง ๆ ค่ะ


ความจริงเกี่ยวกับ DHA และ ARA ในนมผสมของทารก
กินยาหลายอย่างระวังยาตีกัน
ไตวาย ไม่ตายไว ถ้ากินได้แบบนี้
จัดการความเครียดให้อยู่หมัดใน 4 วิธี
ฝึกลูกให้กินข้าว
เทคนิคช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับ
ปัจจัยเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน
ไม่อยากอ้วนควรนอนให้เพียงพอ
หลากหลายวิธีป้องกันตนเองจากโรคทางเดินหายใจ
ทำความรู้จักและป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมือ เท้า ปาก



ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมือ เท้า ปาก


โรคมือ เท้า ปาก นั้นเกิดจากเชื้อไวรัสลำไส้ หรือเชื้อไวรัสเอนเทอโร ไวรัสหลายชนิดด้วยกัน ติดเชื้อได้ง่ายในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ เกิดได้ตลอดทั้งปีแต่มากเป็นพิเศษในฤดูฝนซึ่งมักมีอากาศเย็นและชื้น โรคนี้มีอาการที่ไม่รุนแรงนัก สามารถแพร่เชื้อได้จากการนำเข้าสู่ปาก ซึ่งอาจติดมากับของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก หรือคัดหลั่งอื่น ๆ ตลอดจนจากแผลและอุจจาระของผู้ป่วยด้วย รวมไปถึงการไอจามรดกันในเด็ก แม้แต่เด็กที่มีอาการทุเลาหรือหายแล้วก็ยังสามารถแพร่เชื้อได้จากอุจจาระที่ ยังปนเปื้อนเชื้ออยู่ ซึ่งอาจมีระยะเวลา 1 เดือนหลังจากโรคหายไปแล้ว

อาการของโรคมือ เท้า ปาก หลังการติดเชื้อ 3-6 วัน จะเริ่มมีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลียแล้ว 1-2 วันต่อมาจะเจ็บปากและไม่ยอมกินข้าวเนื่องจากมีตุ่มแดงในปาก เป็นตุ่มพองใสอักเสบและแดง ต่อมาตุ่มจะแตกออกเป็นแผลหลุมตื้น ๆ และพบตุ่มได้ตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า นิ้วมือ นิ้วเท้า รวมไปถึงก้นด้วย กดแล้วเจ็บแต่ไม่คัน อาการทั้งหมดนี้จะหายได้ภายใน 7-10 วัน โรคนี้ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ รักษาไปตามอาการเท่านั้น เช่น ให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด การดูแลเด็กควรเช็ดตัวเพื่อลดไข้เป็นระยะ ให้กินอาหารอ่อนรสไม่จัด ดื่มน้ำและน้ำผลไม้ นอนพักผ่อนมาก ๆ หากเป็นเด็กเล็กอาจต้องป้อนนมแทนการดูด มักไม่มีโรคแทรกซ้อน และอาการไม่รุนแรง แต่หากเด็กมีไข้สูง ซึม ไม่ยอมกินข้าวกินน้ำ อาเจียนบ่อย หอบ อ่อนแรง อาจเกิดภาวะสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือน้ำท่วมปอดได้ ควรรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีเพราะอาจถึงกับเสียชีวิตได้

โรคมือ เท้า ปาก นี้ ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่สามารถป้องกันโรคได้ด้วยการรักษาสุขอนามัยให้ดี ควรรักษาความสะอาด ตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำและก่อนกินข้าว ใช้ช้อนกลางและหลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัว อย่างแก้วน้ำ หลอดดูด ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือรวมกันกับผู้อื่น ในโรงเรียนหรือเนอสเซรี่ควรจัดให้มีอ่างล้างมือ และห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ รักษาความสะอาดของสถานที่และของใช้ไว้เสมอ และกำจัดอุจจาระเด็กให้ถูกต้อง หากพบเด็กป่วยควรรีบป้องกันการแพร่เชื้อ ควรให้เด็กหยุดอยู่บ้านอย่างน้อย 7 วันหรือจนกว่าจะหาย ไม่ควรพาเด็กไปที่ชุมชน เช่น ห้างสรรพสินค้า สระว่ายน้ำ สนามเด็กเล่น ส่วนพี่เลี้ยงเด็กควรล้างมือตนเองให้สะอาดหลังจากสัมผัสน้ำมูก น้ำลายหรืออุจจาระของเด็กที่ป่วย หากมีเด็กป่วยหลายคนควรปิดสถานที่ทำความสะอาดชั่วคราวสัก 1-2 สัปดาห์ แล้วปิดล้างเพื่อฆ่าเชื้อโรคหรือทำความสะอาดสถานที่ทั้งหมดเพื่อมิให้เด็ก ต้องติดเชื้อได้อีก


ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมือ เท้า ปาก
7 มาตรการเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออกจากยุงลาย
มาชวนกันเลิกเหล้าเข้าพรรษา
แอลกอฮอล์ในเลือดกับอาการของผู้ที่ดื่ม
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการดื่มสุรา
ภัยจากการแพ้นมวัวในเด็กเล็ก
หากคุณกำลังมองหาพี่เลี้ยงเด็ก
ใช้เทคนิค 3 อ. ช่วยลดหุ่น
ความแตกต่างระหว่างนมแม่และนมผสม

การป้องกัน…ไข้หวัดในเด็กเล็ก



การป้องกัน…ไข้หวัดในเด็กเล็ก



โรคหวัดเป็นโรคติดเชื้อที่เด็ก ๆ เป็นกันมากที่สุด ยิ่งอยู่ในวัยที่ต้องเข้าไปอยู่ในเนอสเซอรี่ โรงเรียนอนุบาลทั้งหลาย แล้ว ยิ่งติดต่อกันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เด็กบางคนเป็นหวัดแทบทุกเดือน เพราะเชื้อไวรัสที่ทำให้เป็นหวัดได้นั้นมีมากกว่าสองร้อยชนิด

อาการของเด็กที่เป็นหวัดนั้น โดยมากจะมีอาการ คัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ ไอ มีไข้ ปวดศีรษะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรดูแลเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิดด้วยการให้เด็กจิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ กินอาหารเหลวหรืออาหารที่ย่อยง่าย หากยังกินนมแม่อยู่ก็ให้ดูดนมบ่อยขึ้น ดูแลน้ำมูกให้จมูกโล่ง ให้เด็กได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ให้เด็กปิดปากเวลาไอหรือจาม และแยกเด็กออกจากเด็กปกติเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อด้วย รวมไปถึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นหูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือแม้กระทั่งปอดบวม ซึ่งหากเกิดความผิดปกติได้แก่ มีไข้สูงเกินกว่าสองวัน เด็กร้องกวนโยเย เจ็บหู ไอมากหรือไอเสียงก้อง หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือหายใจถี่เร็ว ควรรีบพบแพทย์ เพื่อป้องกันอันตราย
ในระยะนี้คุณพ่อคุณแม่ควรพาเด็กมาหาหมอตามนัดและให้ลูกทานยาให้ครบ อย่าหยุดยาเองโดยพละการ ไม่ใช่เห็นว่าอาการทุเลาแล้วจึงหยุดยาเอง ทำแบบนี้เป็นอันตรายมากเพราะจะทำให้ติดเชื้อแทรกซ้อนอื่นได้ง่าย และทำให้ดื้อยาด้วย
และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการป้องกันเด็กมิให้เป็นไข้หวัดเสียตั้งแต่แรก ได้แก่การดูสุขภาพของเด็กให้แข็งแรง โดย

- ทานอาหารให้ครบหมู่และเหมาะสมตามวัยของเด็ก
- ปล่อยให้เด็กได้วิ่งเล่นกลางแจ้งเพื่อเป็นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- ให้เด็กได้เข้านอนแต่หัวค่ำและนอนหลับอย่างพอเพียงทุกวัน
- ทำความสะอาดบ้านให้เรียบร้อย ปราศจากสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เป็นหวัดง่าย เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟหุงอาหาร สิ่งสกปรกต่าง ๆ
- ดูแลเด็กด้วยการพาไปฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน รักษาความสะอาดและความอบอุ่นให้ร่างกาย
- หลีกเลี่ยงการพาเด็ก ๆ ไปในสถานที่ที่มีคนแออัด หรือไปคลุกคลีใกล้ชิดผู้ป่วย
จะช่วยป้องกันลูกของคุณจากการติดเชื้อไข้หวัดได้ค่ะ


ขยันเรียนแทบตาย.. แต่ทำไมยังสอบตก?
ทำความเข้าใจกันใหม่กับ…โรคกรดไหลย้อน
“หนังสือภาพ” ของขวัญของเล่นสำหรับเด็ก
การป้องกัน…ไข้หวัดในเด็กเล็ก
รู้จัก…โรคลมพิษกันค่ะ
ยารักษาโรคงูสวัด…มีจริงหรือไม่
ความเครียด…อาจเป็นต้นเหตุของโรคผิวหนังได้หลายชนิด
โรคเรื้อน…อยู่ร่วมกันสังคมได้ ไม่น่ากลัว
โรคสะเก็ดเงิน สาเหตุและการรักษา
รู้จักกับโรคหิดและการดูแลรักษา

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ปรับวิถีชีวิตพิชิตมะเร็งร้าย




ปรับวิถีชีวิตพิชิตมะเร็งร้าย



เดี๋ยวนี้เราต้องยอมรับกันแล้วล่ะค่ะว่า โรคมะเร็งนั้น เกิดจากวิถีชีวิตในปัจจุบันของเราเองที่ทำให้เกิดโรคขึ้นมาเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความเร่งรีบ ทานแต่อาหารสำเร็จรูป พักผ่อนไม่เป็นเวลา อีกทั้งการอยู่ท่ามกลางมลพิษต่าง ๆ อย่างเลือกไม่ได้อีก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมอัตราการเป็นมะเร็งของคนไทยจึงพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุกปี
แต่หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมกับสุขภาพในระยะยาว รวมทั้งได้รับคำแนะนำจากแพทย์อย่างเสม่ำเสมอแล้วก็เชื่อได้ว่า สุขภาพที่แข็งแรงของคุณจะพิชิตมะเร็งร้ายได้แน่นอน ซึ่งการปรับรูปแบบวิถีชีวิตนั้น ๆ ได้แก่

- ทานอาหารเน้นไปที่การทานผักและผลไม้ และต้องคละกันไปหลากสีสันในทุกวัน รวมไปถึงบรรดาธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต่าง ๆ โดยทุกมื้อต้อมีอาหารเหล่านี้เป็นสัดส่วน 2 ใน 3 อีก 1 ใน 3 นั้นเป็นโปรตีนที่มีไขมันต่ำ

- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและเกลือมาก

- เลือกใช้สมุนไพรและเครื่องเทศในการปรุงแต่งกลิ่นรส เช่น กระเทียม กระเพราะ ขมิ้น มะนาว

- ทานไขมันดีๆ จากน้ำมันมะกอก น้ำมันดอกคาร์โนล่า และกรดไขมันโอเมก้าสาม

- ทานมังสวิรัติหรืออาหารที่ปลอดเนื้อสัตว์อย่างน้อยสัปดาห์ละ สามมื้อ เช่น ผัดเต้าหู้ ต้มยำเห็ด ยำมะเขือยาว ซุปถั่วหรือซุปเห็ด

- ในมะเขือเทศมีไลโคปีนสูงช่วยต้านเซลล์มะเร็ง พบได้มากทั้งมะเขือเทศดิบและสุก ป้องกันโรคหัวใจและลดระดับคอเลสตอรอลได้ด้วย

- เลี่ยงอาหาร Junk Food รวมทั้งอาหารที่ทอดน้ำมันซ้ำ อาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม

- อย่าปล่อยตัวให้อ้วน รักษาน้ำหนักให้อยู่ในมาตรฐาน หากอ้วนอยู่แล้วให้ลดน้ำหนักเสีย ควรทานอาหารเมื่อหิวเท่านั้น ไม่ควรทานขนมจุบจิบอีก

- ออกกำลังกายให้ได้สัปดาห์ละ 3-4 วัน และหากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อน

- ตรวจร่างกายประจำปีอย่างสม่ำเสมอ หากเคยเป็นมะเร็งมาแล้วจะได้ป้องกันการเป็นซ้ำได้ รวมทั้งสังเกตความผิดปกติในร่างกายสำหรับผู้ที่ไม่เคยเป็นมะเร็งมาก่อน
แม้วิถีชีวิตใหม่จะดูเรียบง่าย แต่ก็สามารถทำให้คุณมีชีวิตที่ดี สุขภาพแข็งแรง ไม่ต้องกังวลกับโรคมะเร็งอีกด้วยค่ะ


ปรับวิถีชีวิตพิชิตมะเร็งร้าย
ดูแลร่างกายตนเองยามเมื่อเป็นหวัด
วิธีเลือกทานผัก…ให้ปลอดจากสารเคมีทางการเกษตร
ไม่ต้องตกใจ.. เลือดกำไหลหยุดได้ง่าย ๆ
สารพัดสิ่งอย่างสำหรับผู้หญิงที่ขับรถเอง
เลี้ยงลูกอย่างไร ไอคิวดี มีความสุข
ป้องกันเด็ก ๆ จากไวรัสโรต้าในฤดูหนาว
วิธีดูแลร่างกายตัวเองในฤดูหนาวหรืออากาศเย็น
ชะลอวัยชรา…ด้วยวิธีแบบธรรมชาติ